Home / ความรู้-สุขภาพ / วิธีการปลูก และดูแลรักษา กีวี

วิธีการปลูก และดูแลรักษา กีวี

การปลูกกีวี่ (Kiwi) แบบละเอียด พร้อมขั้นตอนการปลูกกีวี่ ผู้ปลูกสามารถสร้างรายได้จากการปลูกกีวี่ขายได้ กีวียังเป็นผลไม้ที่ทุกคนนิยมหาชื้อมารับประทาน เพราะกีวี เป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศแถบอากาศหนาว เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะวิตามินซี สามารถนำมารับประทานสดและใช้ประกอบอาหาร เช่น แยม เยลลี่ ไอศครีมน้ำผลไม้กีวีเป็นต้น

ลักษณะทั่วไปของกีวีและการปลูกกีวี่(Kiwi) ลำต้น และกิ่ง กีวีเป็นไม้เลื้อยที่มีการผลัดใบ มีอายุได้มากกว่า 50 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นได้มากกว่า 20 เซนติเมตร และเลื้อยได้สูงกว่า 9 เมตร ลำต้นหรือเถาปกคลุมด้วยขน ไม่มีมือเกาะ สามารถพยุงปลายเถาได้เองหรือใช้ปลายเถาสำหรับการพิงหรือม้วนพันสำหรับพยุงเถา แตกกิ่งออกด้านข้างเถา กิ่งอ่อนมีสีเขียว และเมื่อแก่มีสีน้ำตาล มีตาสำหรับเจริญเป็นดอกอยู่เหนือก้านใบ ใบ ใบกีวีจัดเป็นใบเดี่ยว เจริญออกจากข้อกิ่ง ออกเรียงสลับตามความยาวของกิ่ง ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปหัวใจ สีเขียวเข้ม มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุมทั้งด้านบน และด้านล่าง ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใบกว้างประมาณ 10-15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร

ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของใบ โดยใบที่เกิดในข้อที่สมบูรณ์ (ข้อยาว) จะมีใบขนาดใหญ่กว่าใบที่เกิดบริเวณข้อสั้น เมื่อต้นโตเต็มที่จะมีใบประมาณ 3,500-5,000 ใบ ใบเจริญเต็มที่เมื่ออายุ 4 สัปดาห์และแก่เมื่ออายุ 10 สัปดาห์ ดอก ดอกกีวีเกิดที่ตาเหนือก้านใบ เป็นชนิดดอกแบบไม่สมบูรณ์เพศแยกดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่คนละต้น มีทั้งออกเป็นดอกเดี่ยว และออกเป็นช่อ (ดอกหลัก 1 ดอก และดอกรอง 2 ดอก)ดอกมีขนาดใหญ่ มีกลีบดอกสีขาวครีม 3-7 กลีบ ดอกเพศเมีย ประกอบด้วยรังไข่แบบ carple จำนวน 25-41 อัน แต่ละ carple มีไข่ประมาณ 40 ฟอง ดอกเพศผู้ ภายในประกอบด้วยอับเรณูจำนวนมาก และมีรังไข่ภายใน แต่มีขนาดเล็ก และไม่ทำหน้าที่ ผล ผลกีวีจัดเป็นแบบเบอรี่แบบฉ่ำน้ำมีรูปร่างทรงกระบอกหรือรูปไข่มีลักษณะใหญ่ที่ขั้วผล และด้านท้ายผลเล็กลง แต่มีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ ผิวเปลือกมีสีเขียวหรือสีน้ำตาล มีขนสีน้ำตาลปกคลุมทั่วผล เนื้อผลดิบจะแข็ง และเมื่อสุกจะอ่อนนิ่มสีเนื้อมีทั้งสีเขียว สีเขียวแกมเหลืองหรือสีเหลืองขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก จำนวนมาก เรียงตัวรอบแกนผลสีของเมล็ดของผลอ่อนมีสีขาว และจะมีสีดำเมื่อผลแก่หรือสุก ราก รากกีวีเป็นระบบรากแก้ว มีรากแขนง และรากฝอยแตกออกโดยรอบ ความลึกของรากประมาณ 0.4-1 เมตร แต่บางพื้นที่ที่มีหน้าดินลึกอาจพบรากที่ยาวมากกว่า 1 เมตร ขึ้นไป

การปลูกกีวี่(Kiwi) กีวีฟรุตที่ปลูกในประเทศไทยจะเข้าสู่ระยะพลัดใบในช่วงปลายเดือนธันวาคม และเข้าสู่ระยะแตกใบใหม่ และเกิดตาดอกประมาณกลางเดือนมีนาคมดอกจะบานเมื่อใบอ่อนคลี่เต็มที่ และทยอยบานตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยดอกที่มีการผสมเกสรจะติดเป็นผลประมาณต้นเดือนเมษายน ซึ่งในระยะ 8 สัปดาห์ ผลจะเติบโตอย่างรวดเร็วและจะเริ่มคงที่ประมาณเดือนกันยายนหลังจากนั้นจะเก็บผลผลิตในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม กีวีเป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็นในบางช่วง และเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทรายที่มีหน้าดินลึก ไม่ชอบพื้นที่น้ำขัง หน้าดินแน่นหรือเป็นดินเหนียวมาก ดินมีลักษณะเป็นกรดเล็กน้อย

การขยายพันธุ์กีวี่ การขยายพันธุ์กีวีสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การเพาะเมล็ด การปักชำการเสียบยอด แต่ที่นิยมในปัจจุบัน คือ การปักชำ และการเสียบยอดบนต้นตอ เนื่องจากสามารถคัดเลือกสายพันธุ์และต้นพันธุ์ที่ดีได้ และให้ผลผลิตที่เร็วกว่า 1.การปักชำ การปักชำกีวีจะใช้กิ่งแก่อายุมากกว่า1ปีใช้กิ่งในระยะพักตัวช่วงเดือนมากราคมโดยตัดกิ่งยาวประมาณ15ซม.ตัดปลายด้านต้นกิ่งให้เป็นปากฉลามจุ่มด้วยฮอร์โมนเร่งรากและปักชำในถุงเพาะชำซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน รากจึงจะงอกและแทงใบใหม่ 2.การเสียบยอด การเสียบยอดจะใช้สำหรับการเปลี่ยนต้นพันธุ์ใหม่ โดยต้นตออาจเป็นต้นตอเดิมที่มีอายุมากหรือเป็นต้นตอใหม่ที่เป็นพันธุ์ไม่ต้องการ แล้วเสียบยอดพันธุ์ใหม่แทน นิยมทำสำหรับการผลิตต้นกล้าและเปลี่ยนถ่ายต้นใหม่ในแปลง

การปลูก การปลูกต้นกีวี่ จะปลูกทั้งต้นเพศผู้และต้นเพศเมียสลับแถวหรือระยะกัน เพื่อให้มีการผสมเกสรได้อย่างทั่วถึงในสัดส่วนต้นเพศผู้ 1 ต้น และต้นเพศเมีย 6-8 ต้น ในแนวเดียวกัน โดยสลับเป็นช่วงๆ และให้สลับตำแหน่งกับแถวอื่นๆ ระยะปลูกระหว่างต้นที่ 4×4–6×6 เมตร

การทำค้างกีวี่ การทำค้างกีวีถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกกีวี่ เพื่อให้กีวีสามารถแพร่กิ่งรับแสงได้เต็มที่กิ่งไม่พันทับกันสามารถรับแสงได้ครบทุกพื้นที่ของต้น และจะทำให้ผลกีวีอร่อย ส่วนลักษณะค้างที่นิยมคือรูปแบบตัว T ตามแนวยาวของแถวปลูก โดยมีหลักค้ำยันรูปตัว T ปักในระหว่างต้นระยะห่างของเสาที่ 2-3 ต้นของต้นกีวี่ เพื่อการรับน้ำหนักของต้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *