Home / ความรู้-สุขภาพ / วิธีการปลูก แห้ว

วิธีการปลูก แห้ว

แห้ว (Water Chestnut) เป็นพืชชายน้ำที่นิยมนำหัวมารับประทาน โดยเฉพาะแห้วจีน ที่มีหัวขนาดใหญ่ เนื้อหัวมาก มีสีขาว มีรสหวาน นิยมต้มรับประทานหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในกระป๋อง รวมถึงแปรรูปเป็นแป้งสำหรับทำอาหารหรือขนมหวาน

การปลูกแห้ว แห้วเป็นพืชชายน้ำที่เติบโตได้เฉพาะพื้นที่น้ำขัง เป็นพืชที่ชอบดินร่วนปนดินเหนียว ดินมีสภาพเป็นโคลนตมดี

การเตรียมหัวพันธุ์ หัวแห้วที่ใช้เป็นพันธุ์ปลูกควรมีขนาดตั้งแต่ 3 เซนติเมตร ขึ้นไป หัวมีสภาพสมบูรณ์ หัวไม่ฝ่อหรือมีรอยกัดแทะของแมลง ปริมาณหัวแห้วที่ใช้ประมาณ 3 ถัง/ไร่ หรือประมาณ 2,000 หัว/ไร่

การเพาะกล้า แปลงเพาะกล้าแห้วจะใช้วิธีก่ออิฐชั้นเดียว กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสม แล้วโรยด้วยขี้เถ้าแกลบหรือขี้เถ้าแกลบผสมปุ๋ยคอก หนาประมาณ 5 เซนติเมตร

นำหัวพันธุ์แห้วมาตากแดด 2-3 วัน จากนั้น นำมาแช่น้ำอีก 2-3 วัน จนหัวแทงยอดอ่อน หลังจากนั้นลงหลบในแปลงเพาะระยะห่างระหว่างหัว และแถวประมาณ 3-5 เซนติเมตร กลบด้วยขี้เถ้าให้คลุมทุกหัว ก่อนรดน้ำให้ชุ่ม และดูแลจนกล้ามีอายุ 30-45 วันหรือมีความสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตรก่อนย้ายลงปลูกในแปลงนา ทั้งนี้เกษตรกรมักเพาะกล้าประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

การเตรียมแปลงปลูก ให้กะระยะเตรียมแปลงปลูกให้เสร็จก่อนอายุกล้าพร้อมประมาณ 1-2 วัน หรือเตรียมเสร็จพร้อมย้ายกล้าลงปักดำ โดยการเตรียมแปลงจะคล้ายกับการเตรียมแปลงนาหว่านตม แบ่งเป็นระยะแรกให้ไถกลบและตากหน้าดินก่อน 7-10 วัน จากนั้นนำน้ำเข้าแปลง สูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร ก่อนไถปรับแปลงให้เป็นตมอีกรอบ

วิธีปลูกแห้ว ปลูกด้วยการปักดำ คล้ายกับการปักดำต้นข้าว ระยะปักดำตั้งแต่ 50×50 เซนติเมตร ถึง 70×70 เซนติเมตร ปักดำให้หัวแห้วจมมิดลงโคลน ทั้งนี้เกษตรกรจะเริ่มปลูกประมาณเดือนมีนาคม-เมษายนและเก็บหัวแห้วประมาณเดือนพฤศจิกายน ที่อายุตั้งแต่ 6-8 เดือน แต่อาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

การรักษาระดับน้ำ หลังการปักดำแล้ว ให้รักษาระดับน้ำในแปลงให้คงที่ 10-15 เซนติเมตร โดยจัดทำร่องชักน้ำหรือระบายน้ำไว้รอบแปลง เพื่อนำเข้าหากน้ำลดมากหรือสูบน้ำออกหากน้ำสูงมากเกินไป

การกำจัดวัชพืช และโรค แมลง เกษตรส่วนมากนิยมฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช จำพวกหญ้าชนิดต่างๆ รวมถึงฉีดพ่นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช และโรคต่างๆ ได้แก่ โรคราสนิม เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้ใบเป็นแผลสีน้ำตาลอมส้ม คล้ายกับสีสนิม แก้ไขโดยฉีดพ่นไดเท็นเอ็ม 45 และเบนฟอส ในทุกๆ 7 วัน โรคใบสีส้ม เกิดจากเชื้อราเช่นกัน แต่มักมีมีความรุนแรงมาก แก้ไขคล้ายกับโรคราสนิม หนอนกอ เป็นหนอนเจาะกินเยื่อใบ เมื่อพบระบาดให้ฉีดพ่นด้วยคาร์โบฟูแรน ไอซาโวฟอส เพลี้ยจั๊กจั่น เป็นเพลี้ยที่ดูดกินน้ำเลี้ยงลำต้นแก้ไขโดยฉีดพ่นด้วยโมโนโดรฟอส คาร์โบซัลแฟน หรือ ยากำจัดแมลงชนิดอื่นๆ

การใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 หลังปักดำเสร็จ 15-20 วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 14-14-21 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม/ไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 หลังปักดำเสร็จ 90-120 วัน หรือประมาณ 75-100 วัน หลังใส่ครั้งแรกโดยใส่ปุ๋ยสูตร 14-14-21 อัตราเดียวกัน

การขุดเก็บหัว และการเก็บรักษา แห้วสามารถเริ่มเก็บหัวได้เมื่ออายุประมาณ 7-8 เดือน หลังปลูกหรืออาจเก็บได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป โดยสังเกตจากใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองจนถึงสีน้ำตาล และเริ่มเหี่ยวและหากขุดดูหัวจะพบเปลือกหุ้มหัวเป็นสีน้ำตาลไหม้ ซึ่งทั่วไปเกษตรกรจะเก็บหัวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมในช่วงเดียวกันกับการเก็บเกี่ยวข้าวขนาดหัวที่เหมาะสมตั้งแต่ 3 เซนติเมตรขึ้นไป

การเก็บหัวแห้วเริ่มจากการปล่อยน้ำออกจากแปลงก่อนถึงวันเก็บหัว3-4อาทิตย์เพื่อให้หน้าดินแห้งจากนั้นทำการไถพรวนลึกประมาณ15เซนติเมตรแล้วเก็บหัวหรือใช้จอบขุดเก็บหัวแต่ในบางพื้นที่ที่ระบายน้ำออกยากเช่นบางพื้นที่ในจังหวัดสุพรรณบุรี เกษตรกรจะใช้วิธีงมเก็บหัวแห้วด้วยมือ โดยเกษตรกรจะใช้ขาย่ำโคลนรอบลำต้นให้เป็นวงหรือทำให้โคลนรอบลำต้นเป็นก้อน ก่อนใช้มือยกก้อนโคลนขึ้นมาซึ่งหัวแห้วจะติดขึ้นมาด้วย ทั้งนี้ แห้วที่มีอายุ 7-8 เดือน ในประเทศไทยจะให้หัวแห้วประมาณ 3-4 ตัน/ไร่ ส่วนต่างประเทศประมาณ 3-6.4 ตัน/ไร่

หลังเก็บแห้วจากแปลงแล้ว หากต้องการเก็บทำพันธุ์ให้เก็บใส่ถุงกระสอบไว้ในที่ร่ม หรือใส่ในลังไม้หรือใส่ในกระบะทราย สามารถเก็บได้นาน 6 เดือน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *