Home / ความรู้-สุขภาพ / ทำความรู้จักกับข้อดี ข้อเสีย และวิธีขยายพันธุ์ ของสัปปะรดแต่ละพันธุ์

ทำความรู้จักกับข้อดี ข้อเสีย และวิธีขยายพันธุ์ ของสัปปะรดแต่ละพันธุ์

สับปะรด แบ่งออกตามลักษณะความเป็นอยู่ได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ พวกที่มีระบบรากหาอาหารอยู่ในดิน หรือ เรียกว่าไม้ดิน พวกอาศัยอยู่ตามคาคบไม้หรือลำต้นไม้ใหญ่ ได้แก่ ไม้อากาศต่างๆ ที่ไม่แย่งอาหารจากต้นไม้ที่มันเกาะอาศัยอยู่ พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ประดับและพวกที่เจริญเติบโตบนผาหินหรือโขดหิน ส่วนสับปะรดที่เราใช้บริโภคจัดเป็นไม้ดิน แต่ยังมีลักษณะบางประการของไม้อากาศเอาไว้ คือสามารถเก็บน้ำไว้ตามซอกใบได้เล็กน้อยมีเซลล์พิเศษสำหรับเก็บน้ำเอาไว้ในใบ ทำให้ทนทานในช่วงแล้งได้

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกสับปะรด:สับปะรดต้องการอากาศค่อนข้างร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 23.9-29.4 องศาเซลเซียสปริมาณน้ำฝนที่ต้องการอยู่ในช่วง 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี แต่ต้องตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปีและมีความชื้นในอากาศสูง และสามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด ที่ระบายน้ำดี แต่ชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินปนลูกรัง ดินทรายชายทะเล และชอบที่ลาดเท เช่น ที่ลาดเชิงเขาสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินควรเป็นกรดเล็กน้อย คือตั้งแต่ 4.5-5.5 แต่ไม่เกิน 6.0

แหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญ:แหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญของไทยอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเล ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด และจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ เช่น ภูเก็ตพังงา ชุมพร ซึ่งนิยมปลูกในสวนยาง ปัจจุบันมีการปลูกสับปะรดในจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณริมแม่น้ำโขงและอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือสำหรับการปลูกสับปะรดในพื้นที่ที่อยู่ไกลทะเลนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงความชื้นในอากาศเป็นสำคัญ เพราะจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของผลผลิต ดังนั้นควรเลือกปลูกในบริเวณที่มีความชื้นในอากาศสูง เช่น ที่ราบระหว่างภูเขาที่ลาดเชิงเขาบริเวณใกล้ป่าหรือแหล่งน้ำ จึงจะเหมาะสมต่อคุณภาพของผลผลิตที่จะได้รับ

พันธุ์สับปะรดที่นิยมปลูกมากในประเทศไทย:พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น 5 พันธุ์ โดยถือตามลักษณะของต้นที่ได้ขนาดโตเต็มที่ และแข็งแรงสมบูรณ์เป็นบรรทัดฐานดังนี้ คือ 1.สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียพันธุ์นี้รู้จักแพร่หลายในนามสับปะรดศรีราชาและชื่ออื่นๆ เช่น ปราณบุรี, สามร้อยยอด นิยมปลูกกันมาก ในแหล่งปลูกที่สำคัญคือ ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี เพชรบุรี ลำปางเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม และการเพื่อขายผลสดเพราะมีรสหวานฉ่ำมีน้ำมาก

ลักษณะประจำพันธุ์ของสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย คือ มีใบสีเขียวเข้มและเป็นร่องตรงกลางผิวใบด้านบนเป็นมันเงา ส่วนใต้ใบจะมีสีออกเทาเงินตรงบริเวณกลางใบมักมีสีแดงอมน้ำตาลขอบใบเรียบมีหนามเล็กน้อยบริเวณปลายใบกลีบดอกสีม่วงอมน้ำเงินผลมีขนาดและรูปทรงต่างกันไป มีน้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 2-6 กิโลกรัมแต่โดยปกติทั่วไปประมาณ 2.5 กิโลกรัมเปลือกผลเมื่อดิบสีเขียวคล้ำ เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มทางด้านล่างของผลประมาณครึ่งผล ก้านผลสั้นมีไส้ใหญ่เนื้อเหลืองอ่อนแต่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มในฤดูร้อน รสชาติดี

2.สับปะรดพันธุ์อินทรชิต เป็นพันธุ์พื้นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยปลูกกันกระจัดกระจายทั่วไป แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่จังหวัดฉะเชิงเทรา ลักษณะประจำพันธุ์ของสับปะรดพันธุ์อินทรชิต คือขอบใบจะมีหนามแหลมร่างโค้งงอสีน้ำตาลอมแดงใบสีเขียวอ่อนไม่เป็นมันขอบใบทั้ง 2 ข้างมีแถบสีแดงอมน้ำตาลตามแนวยาวใต้ใบจะมีสีเขียวออกขาวและมีวาวออกสีน้ำเงินกลีบดอกสีม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย รสหวานอ่อนมีตะเกียงติดอยู่ ที่ก้านผลเปลือกผลเหนียวแน่นทนทานต่อการขนส่งเหมาะสำหรับบริโภคสด

3.สับปะรดพันธุ์ขาวเป็นพันธุ์พื้นเมือง เกษตรนิยมปลูกพันธุ์นี้ร่วมกับพันธุ์อินทรชิต เข้าใจว่าจะกลายพันธุ์มาจากพันธุ์อินทรชิต แหล่งปลูกที่สำคัญคือ ฉะเชิงเทรา ลักษณะประจำพันธุ์ของสับปะรดพันธุ์ขาว มีใบสีเขียวอมเหลืองหรือเขียวใบไม้ ทรงพุ่มเตี้ยใบแคบและสั้นกว่าพันธุ์อินทรชิตขอบใบมีหนามโค้งงอเข้าสู่ปลายใบ โคนกลีบดอกสีม่วงอ่อน ปลายกลีบสีม่วงอมชมพูเนื้อผลสีเหลืองทองรสหวานอ่อนผลมักมีหลายจุกคุณภาพของเนื้อไม่ค่อยดีนัก ผลมีขนาดปานกลาง น้ำหนักเฉลี่ย 0.85 กิโลกรัม มีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีตาลึกทำให้ผลฟ่ามง่าย

4.สับปะรดพันธุ์ภูเก็ตหรือสวี ปลูกกันมากในสวนยางจังหวัดภูเก็ต ชุมพร นครศรีธรรมราช และตราด โดยปลูกระหว่างแถวยาวรุ่นที่ยังมีอายุน้อยเพื่อเก็บผลขายก่อนกรีดยาง มีชื่ออื่นๆ อีกเช่นพันธุ์ชุมพร พันธุ์สวี พันธุ์ตราดสีทอง ดงในตอนกลางและปลายในขอบใบมีหนามสีแดงแคบและยาวกว่าพันธุ์อินทรชิตและพันธุ์ขาวกลีบดอก สีม่วงอ่อนผลมีขนาดเล็กกว่าทุกพันธุ์ที่กล่าวมาตาลึกเปลือกหนาเนื้อหวานกรอบสีเหลืองเข้มเยื่อใยน้อยมีกลิ่นหอมเหมาะสำหรับบริโภคสดเป็นที่นิยมมากในภาคใต้

5.สับปะรดพันธุ์นางแลหรือน้ำผึ้งปลูกมากในจังหวัดเชียงรายลักษณะประจำพันธุ์ของสับปะรดพันธุ์นางแลหรือน้ำผึ้งคล้ายคลึงกับพันธุ์ปัตตาเวียแต่มีรูปร่างของผลทรงกลมกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย ตานูน เปลือกบางกว่าและรสหวานจัดกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย ผลแก่มีเนื้อในสีเหลืองเข้มมีเยื่อใยน้อยเหมาะสำหรับบริโภคสดเป็นที่นิยมมากในภาคเหนือ ผลมีเปลือกบางมากขนส่งทางไกลไม่ดีนัก

สรุปลักษณะเด่นประจำพันธุ์ของพันธุ์สับปะรดที่นิยมปลูกในประเทศไทย: 1.สับประรดพันธุ์ปัตตาเวีย ลักษณะที่ดี คุณสมบัติในการบรรจุกระป๋อง นับว่าดี ทนทานต่อความแห้งแล้งและขาดน้ำได้ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ ขอบใบเรียบ เนื้อในสีเหลือง เนื้อฉ่ำ รสหวานไม่พบตะเกียง ลักษณะที่ดีไม่ดี ไม่ทนต่อโรคมาและต้นเน่าไม่ทนต่อโรคผลแกน รูปทรงของผลขนาดใหญ่ไม่ดี

2.สับประรดพันธุ์ภูเก็ต ลักษณะที่ดี รูปร่างทรงกระบอกสม่ำเสมอดี รสชาติดีเนื้อหวานกรอบมีกลิ่นหอม เนื้อสีเหลืองจัดตอบสนองสารเร่งดอกได้ดี ลักษณะที่ดีไม่ดี การบรรจุกระป๋องไม่ค่อยดีนัก ผลดีขนาดเล็ก ตาลึก เนื้อมีช่องว่างเป็นโพรง ในมีหนามมาก หน่อมากเกินไปจนเป็นกอ

3.สับประรดพันธุ์นางแล ลักษณะที่ดี ผลมีเปลือกบางมาก รสหวานแหลม เนื้อมีเยื่อใยน้อยสีเหลืองจัด ลักษณะที่ดีไม่ดี ขอบใบมักเรียบ ผลมีขนาดเล็ก ทรงกลม ผลย่อยนูนพองขนส่งทางไกลไม่ค่อยดี

4.สับประรดพันธุ์อินทรชิต ลักษณะที่ดี ทนต่อดินเหนียวและการระบายน้ำเลว ทนต่อโรคเน่าเปลือกผลหนา ทนต่อการขนส่งเนื้อสีเหลือง ตอบสนองต่อสารเร่งดอกได้ดี ลักษณะที่ดีไม่ดี ไม่ค่อยทนแล้งผลขนาดเล็ก ตาเล็ก ตาลึกใบหนามาก เนื้อมีเยื่อใยมาก มีหลายจุก

พันธุ์สับปะรดที่ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ : สับปะรดที่ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับนี้ เป็นสับปะรดที่กลายพันธุ์มาจากสับปะรดที่ปลูกบริโภคผล ซึ่งมีหลายลักษณะดังนี้ 1.อินทรชิตแปลง กลางใบสีส้มอ่อนเจือชมพูขอบใบสีน้ำตาลเข้มหนามสีน้ำตาลเข้ม 2.แดงบางคล้า กลางใบสีเขียวสลับแดงโคนใบสีส้มขอบใบสีเหลืองอมแดงหนามสีแดงปนส้ม 3.เหลืองบางคล้า กลางใบสีครีม-เหลืองขอบใบสีเขียวหนามสีเขียว 4.แดงปัตตาเวีย กลางใบสีเขียวอมแดงขอบใบสีแดงผิวใบเรียบเป็นแถบสีขาว-ชมพูขอบใบเรียบหรือมีหนามสีแดงที่ปลายใบและโคนใบ 5.สับปะรดด่างสามสีและด่างธรรมดากลางใบเขียวขอบใบสีครีมและครีมแกมชมพูหนามสีเขียวและชมพูแดงให้ผลสีแดงสวยงาม 6.สับปะรดแคระ ลักษณะคล้ายสับปะรดอินทรชิตย่อส่วนผลขนาดเล็กสูงเพียง1.5-2นิ้วผลสีขาวครีมกลิ่นหอมติดผลนาน6เดือนซึ่งใช้ตัดผล(ดอก)ขายได้ด้วย

วิธีการขยายพันธุ์สับปะรด:ส่วนขยายพันธุ์และการขยายพันธุ์ ส่วนต่างๆ ที่ใช้ในการขยายพันธุ์สับปะรด มีดังนี้ 1.หน่อดินเกิดจากตาที่อยู่ในบริเวณลำต้นใต้ดินซึ่งจะเริ่มแทงขึ้นมาพ้นผิวดินหลังจากเกิดการสร้างด/อกแล้ว มีจำนวนน้อยรูปทรงเล็กเรียว ใบยาวกว่าหน่อข้าง 2.หน่อข้างเกิดจากตาที่พักตัวอยู่บนลำต้นในบริเวณโคนใบ หน่อข้างเหล่านี้จะมีน้ำหนักต่างกันไปตั้งแต่ 0.5-1 กิโลกรัมให้ผลเมื่อมีอายุ 14-18 เดือนใช้ขยายพันธุ์ได้ดี 3.ตะเกียงเกิดจากตาบนก้านผลที่อยู่ในบริเวณโคนผล ตะเกียงมีน้ำหนักเฉลี่ยทั่วไปอยู่ระหว่าง 0.3-0.5 กิโลกรัมให้ผลเมื่อมีอายุ 18-20 เดือน 4.จุกเติบโตขึ้นเหนือผลสับปะรดหลังจากดอกโรยไปแล้วจุกจะมีน้ำหนักทั่วไปตั้งแต่ 0.075-0.2 กิโลกรัมให้ผลตามธรรมชาติเมื่ออายุ 22-24 เดือน

เมื่อเก็บผลสับปะรดก็จะปลิดจุกออกจากผลและหลังจากเก็บเกี่ยวผลไปแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ ก็จะปลิดหน่อออกจากต้นหน่อที่มีขนาดเหมาะแก่การขยายพันธุ์คือ มีความยาวประมาณ 50-75 เซนติเมตรหลังจากเก็บหน่อ, ตะเกียงหรือจุกมาแล้ว ให้นำมาผึ่งแดดโดยคว่ำยอดลงสู่พื้นดิน ให้โคนแผลได้รับแสงแดดจนรอยแผลแห้งรัดตัวเป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วยแล้วนำมามัดรวมกันเป็นกองเพื่อรอการปลูกหรือนำไปขายต่อไปก่อนปลูกต้องลอกกาบใบล่างออก 3-4 ชั้นเพื่อให้รากแทงออกมาได้สะดวกและเร็วขึ้น

การใช้ส่วนขยายพันธุ์หลายชนิดปลูกแยกเป็นแปลงๆเป็นการดีเพราะสามารถทยอยเก็บผลสับปะรดได้หลายรุ่นตลอดปี สรุปข้อดีข้อเสียของการปลูกด้วยหน่อและปลูกด้วยจุก การปลูกด้วยหน่อ ปลูกได้ตลอดปี ค่อนข้างทนทานต่อโรคเน่า มีการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอหรือไม่พร้อมกัน อายุเก็บเกี่ยวตามธรรมชาติ14-18เดือน การบังคับออกดอก ทำได้ยากเพราะต้นไม่สม่ำเสมอกัน การเก็บเกี่ยวผล เก็บได้ไม่พร้อมกัน

การปลูกด้วยจุก ปลูกได้เฉพาะฤดูแล้งหรือฝนไม่ชุก ไม่ทนทานต่อโรคเน่า มีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอกัน มีอายุเก็บเกี่ยวตามธรรมชาติ 22-24 เดือน การบังคับออกดอก ทำได้ง่ายเพราะต้นสม่ำเสมอกัน เก็บผลได้พร้อมกัน

สามารถปรับลดหรือเพิ่มได้ตามแต่สภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์/ในแต่ละพื้นที่อาจใช้แล้วได้ผลดีไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการจัดการและการประยุกต์ใช้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *